บทความ เรื่อง เวลา
เวลา
P.M. Amatmontree
๑. เกริ่นนำ
จากที่ได้ศึกษาอยู่ในประเทศอินเดียเป็นระยะเวลา ๑ ปีการศึกษา ผู้เขียนยอมรับว่าได้อะไรต่อมิอะไร (ประสบการณ์) เยอะมาก บางครั้งก็รู้สึกเข้าข้างตัวเองว่าเข้าใจอินเดีย บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าใจเอาเสียเลย จนถึง ณ เวลาขณะนี้ ผู้เขียนก็พึ่งได้เข้าใจคำพูดของผู้เคยอยู่อินเดียมาก่อนว่า “ไม่มีอะไรยากในอินเดีย และก็ไม่มีอะไรง่ายในอินเดีย” ในความเป็นอินเดียมีความแน่นอนและไม่แน่นอนเสมอ อะไรที่ว่าแน่นอนในที่อื่น ในอินเดียก็อาจจะไม่แน่นอนก็ได้ หรืออะไรที่ไม่แน่นอนในที่อื่น แต่ที่อินเดียก็อาจกลับแน่นอนได้ ในอินเดียมีสิ่งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้เสมอ ในความเป็นอินเดียยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เราได้ศึกษาและแสวงหาเพิ่มเติมอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้นตลอดมา
อนึ่ง เมื่อมองย้อนกลับไป ณ ช่วงเวลาที่ยังไม่ได้เดินทางมาอินเดีย ผู้เขียนต้องยอมรับอย่างสมบูรณ์ว่าความคิดของผู้เขียนมีความแตกต่างจากเวลานี้มาก แล้วอะไรทำให้ผู้เขียนเปลี่ยนแนวคิดไป เพราะการศึกษาที่สูงขึ้นหรือ ก็อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ เพราะอายุที่มากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมตลอดจนสังคมที่เราอยู่ร่วมหรือ นี้ก็อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ แต่เมื่อมานั่งประมวลภาพที่ผ่านมาของตัวเองทั้งหมด ตลอดจนได้มองลอดผ่านไปยังผู้คนรอบข้างก็กลับได้คำตอบอย่างหนึ่งมาให้คิดว่า ที่เราหรือคนรอบข้างยังคงแนวคิดเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไปมากบ้างน้อยบ้างนั้น ไม่ใช่อะไรอื่นมาบงการหรอก มันเป็นเพียงพัฒนาการของ “เวลา” เท่านั้น แล้วเวลาคืออะไร ทำไมเวลาจึงมีอิทธิพลหรือมีบทบาทต่อการตัดสินใจต่อการดำเนินชีวิตบางช่วงหรือทั้งหมดของบางคนได้ กล่าวคือเวลาทำให้คนเลวลงก็ได้ ทำให้คนดีขึ้นก็ได้ เช่น บางคนมาอยู่อินเดีย ๒ ปีก็สามารถคว้าวุฒิเอ็มเอ (M.A.) ไปฝากทางเมืองไทยก็มี หรืออยู่อินเดียสัก ๔ ปีก็สามารถแปรสภาพจากที่เป็นพระมหาทั่ว ๆ ไป ก็กลับกลายมีคำว่าด๊อกเตอร์ (Ph.D.) นำหน้าได้ หรือแม้กระทั่งบางคนมาอยู่อินเดียสักระยะเพื่อจะได้กลับไปรับมรดกจากทางบ้านที่เมืองไทยก็ได้กลับกลายเป็นเจ้าสัวน้อยไปก็มีอีกเหมือนกัน
ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจและแสวงหาคำตอบในประเด็นข้างต้นดังกล่าว ผู้เขียนจึงมีความประสงค์ที่จะนำเสนอบทความเรื่องเวลามาให้ท่านทั้งหลายได้ร่วมคิดร่วมแสวงหาเวลาที่สมบูรณ์ที่สุดที่เราท่านทั้งหลายจะได้เป็นผู้ตัดสินว่า เวลาเช่นนี้แหละเหมาะสมและดีที่สุดสำหรับเรา และจากแนวคิดเรื่องเวลานี้เอง ผู้เขียนก็คิดว่าเดือนนี้คงเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่จะนำเสนอบทความเรื่องนี้เช่นกัน
๒. เวลากับอดีต
ถ้าถามคำถามง่าย ๆ ว่า เวลาในอดีตคืออะไร? คำตอบที่ทุกคนมีให้ก็คงไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก ซึ่งนั่นก็คืออดีตมันเป็นอะไรบางอย่างที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่เราพอใจดีใจ เช่น ได้รับพระราชทานปริญญา หรือเป็นความล้มเหลวกับบางสิ่งที่เราต้องการเมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น เหล่านี้ก็คือเวลาในอดีตนั่นเอง แต่ท่านทั้งหลายเคยคิดไหมว่าเพราะอดีตที่ผ่านมานี้เองจึงมีปัจจุบันอยู่ทุกวันนี้ เพราะการตัดสินใจทำอะไรบางอย่างในเวลาที่ผ่านแล้ว จึงมีผลให้เราเห็นอยู่ประสบอยู่ทุกวันนี้ เป็นไปได้ไหมว่าที่เรามีอยู่เป็นอยู่ทุกวันนี้ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากเวลาที่ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น
อนึ่ง ในส่วนแนวคิดเรื่องอิทธิพลของเวลาในอดีตนี้ ผู้เขียนจะนำมากล่าวแสดงให้ร่วมกันคิดอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ คือ
๑. มืดมา มืดไป (แก้ไขไม่ได้) แนวคิดนี้ยอมรับว่าเวลาในอดีตมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยทั่วไปถ้าเราต้องการวัดหรือพิสูจน์อะไรสักอย่าง ก็สามารถดูได้จากกาลเวลาที่ผ่านมา เช่น ต้องการวัดว่าทำไมนาย ก หรือนาย ข จึงร่ำรวย ก็สามารถตอบได้อย่างทันทีว่าเพราะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ตนมั่งมีขึ้นหรือเพราะเวลาที่ผ่านมา นาย ก หรือนาย ข เป็นคนขยันทำมาหากิน สำหรับแนวคิดนี้แล้วเป็นไปไม่ได้หรือถ้าเป็นไปได้ก็เป็นไปได้ยากมากที่คนเกียจคร้านจะร่ำรวยขึ้นมาได้
๒. มืดมา สว่างไป (แก้ไขได้) แนวคิดนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเวลาในอดีตมากนัก เพราะอดีตเราไม่สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ หรือบางทีการกระทำในอดีตกาลก็ไม่สามารถวัดอะไรบางอย่างได้ เช่น คนที่ยากจนในวันนี้ใช่ว่าในอนาคตเขาจะร่ำรวยขึ้นไม่ได้ ยิ่งถ้าเราให้อดีตกาลเป็นเครื่องวัดอะไรบางสิ่งบางอย่างมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะมีผลที่ผิดแผกเยอะมากขึ้นเท่านั้น เช่น คนที่เคยทำผิดหรือเป็นโจรมาแล้ว ถ้ามองจากแนวคิดแรก โอกาสแก้ตัวหรือกลับตัวกลับใจเป็นคนดีก็จะไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ถ้าเรายึดแนวทางที่สองนี้ โอกาสแก้ไข (ไม่ใช่แก้ตัว) ก็ยังพอมีทางเป็นไปได้
จากแนวคิดทั้งสองประการข้างต้นนี้ทำให้มองเห็นว่า เวลาในอดีตหรือเวลาที่ผ่านมาแล้วนั้น มีทั้งความสำคัญและไม่สำคัญเลย ที่สำคัญเพราะเน้นไปที่อนาคตที่จะตามมาหลังจากมีการทำหรือตัดสินใจไปแล้ว โดยแนวคิดนี้ยืนอยู่บนหลักการที่ว่าทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่วแน่นอน ส่วนที่ว่าเวลาในอดีตไม่มีความสำคัญนั้น ก็เพราะว่าอดีตกาลไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ เวลาที่ผ่านมาถ้าดีอยู่แล้วก็ให้นำไปเป็นแนวทางในอนาคตก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น ส่วนที่ไม่ดีหรือไม่ประสบกับความสำเร็จก็ให้นำไปเป็นบทเรียนหรือนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป โดยแนวคิดนี้ยืนอยู่บนหลักการที่ว่าละชั่วแล้วสามารถประกอบความดีได้เหมือนกัน อนึ่ง จากแนวคิดอันสุดขอบของทั้งสองประเด็นข้างต้นนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้นำเสนอแนวคิดที่สมบูรณ์แบบที่สุดออกมา คือ เมื่อมีมืดมา มืดไปแล้ว เราสามารถที่จะทำความมืดให้เป็นสว่างกลับไปได้ และเพื่อเสริมแนวคิดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นจึงได้เพิ่มแนวคิดที่ว่าโดยสูงสุดแล้วยังมีการสว่างมาและสว่างกลับไปต่อจากแนวคิดที่ว่ามืดมาแล้วกลับสว่างไปเพิ่มอีก
๓. เวลากับปัจจุบัน
คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าเวลาในปัจจุบันหรือเวลาที่เราเป็นอยู่ ณ ขณะนี้มีอิทธิพลต่อเรามากที่สุด กล่าวคือมีอิทธิพลเพราะเรากำลังเลือกอนาคตจากปัจจุบันนี้ เราเลือกเรียนสายพุทธศาสน์ศึกษา (Buddhist Studies) เพราะว่าเราต้องการรู้และเข้าใจในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเราเลือกเรียนสายภาษาศาสตร์ (Linguistics) เพราะเราต้องการมีความชำนาญด้านภาษาอังกฤษเป็นการเฉพาะ ถามว่าสิ่งที่ทุกคนคาดหวังและคาดการณ์ไว้นั้น ทุกคนได้เช่นนั้นหรือไม่ เปล่าเลย บางคนไม่สามารถได้สิ่งที่คาดหวังหรือคาดการณ์ไว้ แต่ทำไมเวลาในปัจจุบันจึงมีความสำคัญมากอีกเช่นเดิม
สำหรับในที่นี้ ผู้เขียนจะแสดงแนวคิดที่เน้นถึงความสำคัญของเวลาในปัจจุบันไว้ ๒ ประเด็นเป็นหลัก คือ
๑. ไม่คิดถึงอดีต (อะตีตัง นานวาคะเมยยะ) แนวคิดนี้คาดว่าเกิดจากความไม่สมบูรณ์หรือไม่สมหวังในสิ่งที่คาดหวังและคาดการณ์ไว้ เพราะตราบใดสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตโดยเฉพาะอดีตที่ไม่ดี ถ้าเรายังไปคำนึงถึงอยู่ อดีตกาลก็จะกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นต่อการดำเนินไปสู่เป้าหมายในเวลาปัจจุบันได้ ฉะนั้น จึงควรตัดความเกี่ยวข้องในอดีตเสียให้หมด เช่น ถ้าเราไม่ประสบผลสำเร็จกับการศึกษาหรือสอบไม่ผ่าน ถ้าตราบใดเรายังคำนึงหรือนึกถึงเรื่องดังกล่าวอยู่ โอกาสที่จะสอบแก้ไขให้ดีขึ้นนับว่าจะเป็นไปได้น้อยเต็มที
๒. ไม่กังวลถึงอนาคต (นัปปะฏิกังเข อนาคะตัง) แนวคิดนี้คาดว่าเกิดจากความไม่มั่นใจในอนาคต เพราะถ้าตราบใดเราเอาความหวังหรืออนาคตของเราไปผูกติดกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงนับว่าเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากมาก อนึ่ง เรื่องนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนในหลักพุทธธรรมคำสอนเรื่องไตรลักษณ์หรือสามัญญลักษณะ (อนิจจตา, ทุกขตา และอนัตตตา) ฉะนั้น การกังวลถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงเป็นอุปสรรคอย่างมาก เพราะสิ่งที่เราคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นก็ได้หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ถ้าเกิดขึ้นตามที่เราต้องการก็ดีไป ถ้าไม่เกิดขึ้นก็คงไม่ดีสักเท่าไหร่
จากแนวคิดทั้งสองข้างต้นนี้ ทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องอิทธิพลของการตัดสินใจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะการตัดสินใจทำอะไรลงไปในปัจจุบันย่อมมีผลต่ออนาคตด้วย แต่การที่เราจะตัดสินใจทำอะไรลงไป บางครั้งมักจะยืนอยู่กับหลักการที่ได้จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาด้วย ฉะนั้น เวลาในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่มองเห็นได้ยากพอสมควร เพราะการที่เราจะบอกว่าขณะนี้เป็นปัจจุบันก็บอกได้ยาก เพราะทุกครั้งที่เราบอกออกไป สิ่งที่เราพูดออกไปก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว หรือถ้ามองอีกมุมหนึ่ง อนาคตนั่นเองก็คือปัจจุบัน เพราะว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจากอดีตที่ผ่านมาก็คืออนาคตนั่นเอง ฉะนั้น ในที่นี้จึงสามารถกล่าวได้ว่าเวลาในปัจจุบันก็คือผลรวมระหว่างเวลาในอดีตและในอนาคตนั่นเอง
๔. เวลากับอนาคต
ผู้เขียนเชื่อว่า อนาคตที่ดีหรือการประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ต้องการในเวลาต่อมาเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการแน่นอน แต่เท่าที่ปรากฏมากาลเวลาไม่สามารถรับรองได้ว่าทุกคนจะสามารถไปสู่ฝั่งฝันได้ แต่คนส่วนมากอีกเช่นกันก็ยังเอาความสำเร็จของตนเองไปฝากไว้กับอนาคตอีกเหมือนเคย เพียงเท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเวลาในอนาคตเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินในปัจจุบันเพียงใด เราเลือกทำดี เพราะเรามั่นใจในอนาคตว่าเราจะได้ดี หรือเราเลือกเรียนสายรัฐศาสตร์ (Political Science) เพราะเราคาดการณ์ว่าในอนาคตเราจะมีความชำนาญในด้านการเมืองการปกครอง
จากแนวคิดที่เน้นถึงเวลาในอนาคตดังกล่าว ผู้เขียนจะแสดงให้เห็นถึงภาพแนวคิดที่ให้ความสำคัญหรืออิทธิพลกับเวลาที่ยังมาไม่ถึง ดังนี้
๑. พลังภายใน (ศาสนาแนวอเทวนิยม) แนวคิดนี้ยืนอยู่บนหลักการแห่งการกระทำด้วยตนเอง กล่าวคือเชื่อว่าเมื่อทำดีย่อมได้ดีและทำชั่วก็ย่อมจะได้ชั่วตามสนอง การกระทำของตนเองเท่านั้นจะสามารถให้คำมั่นกับตนเองได้ว่า จะนำตนเองไปสู่ความทุกข์หรือความสุขได้ คนอื่นหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่สามารถดลบันดาลให้เราประสบกับสิ่งที่ต้องการได้ โดยหลักการแล้ว แนวคิดนี้ก็ยังยืนยันถึงความสำคัญของอนาคตเหมือนกัน แต่ที่น่าสนใจก็คือถึงแม้จะให้ความสำคัญกับอนาคตกาลก็ตาม แต่ก็ยังสอนไม่ให้ละทิ้งการเสริมสร้างจิตวิญญาณที่ดีงามของตนเอง กล่าวคือเมื่อมุ่งหวังอยากได้อะไรในอนาคตก็ให้ทำด้วยลำแข้งของตนเองเป็นหลักก่อน (อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ)
๒. พลังภายนอก (ศาสนาแนวเทวนิยม) แนวคิดนี้ยืนอยู่บนหลักการแห่งการกระทำเช่นกัน แต่ยกการตัดสินผลของการกระทำของตนเองไปฝากไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เช่น ฝากไว้กับภูตผีปีศาจหรือเทพเจ้า (God) เป็นต้น โดยหลักการแล้ว แนวคิดนี้ก็ยังยืนยันถึงความสำคัญของอนาคตเช่นกัน และแนวคิดนี้ดูจะให้ความสำคัญกับอนาคตมากด้วย เพราะเมื่อยอมรับให้ผู้อื่นหรือผู้มีอำนาจเหนือตนเองเป็นคนตัดสินอนาคตของตนเอง จึงมีความจำเป็นอยู่ดีที่ตนจะต้องคำนึงถึงอนาคตหรือนึกถึงพระผู้เป็นเจ้าให้มากเข้าไว้
๕. ส่งท้าย
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้เขียนยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะบอกว่าเวลาไหนสำคัญที่สุด เพราะทุกเวลาล้วนมีความสำคัญอยู่ในตัว กล่าวคือเวลาในอดีตมีความสำคัญ เพราะเราไม่สามารถกลับเข้าไปแก้ไขได้และเวลาในปัจจุบันมีความสำคัญเพราะถ้าเราตัดสินใจพลาดหรือทำอะไรพลาดไปแล้วเราก็แก้ไขได้ยากเช่นกัน ส่วนเวลาในอนาคตก็มีความสำคัญเช่นกันเพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดขึ้นข้างหน้าโน้นจะเป็นเช่นที่เราคิดหรือคาดหวังไว้หรือไม่ ฉะนั้น เมื่อจะกล่าวชี้ชัดลงไปว่าเวลาไหนสำคัญที่สุดก็คงจะอยู่ที่คำตอบที่ว่า “มีเวลา แต่ไม่มีเวลา” นั่นแหละดีที่สุด เพราะตราบใดก็ตามถ้าเรายังถูกควบคุมด้วยเวลา เราก็จะยังมีการแข่งขันอยู่กับเวลาตลอดไป เช่น เราต้องเรียนปริญญาโทให้จบภายใน ๒ ปี ถ้าเราไม่จบภายใน ๒ ปี เราจะมีปัญหามากมายตามมา ไม่ว่ากลัวจะเสียหน้า กลัวเพื่อนดูถูก เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเกิดจากกรณีของการถูกควบคุมด้วยเวลาทั้งสิ้น
ฉะนั้น เพื่อยืนยันถึงการอยู่เหนือกาลเวลาหรือทำตัวเองให้เข้าถึงเวลาสากลที่นับว่าเป็นสิ่งที่ได้ทำได้ยากยิ่ง ซึ่งถ้ากล่าวตามทฤษฏีแล้วก็คงมีทำได้เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น แต่เมื่อว่าถึงที่สุดแล้วปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลายถ้ามีความเพียรพยายามเรียนรู้ก็พอมีโอกาสเข้าถึงอยู่บ้าง อนึ่ง เรื่องเวลานี้เราต้องยอมรับว่าที่จริงแล้วคนที่บัญญัติก็ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนที่แท้ก็คือมนุษย์นี่เอง ดังนั้น เมื่อเรายังยึดติดอยู่กับเรื่องเวลาซึ่งเป็นเรื่องบัญญัติมากเท่าใด เราก็ยังจะเป็นทุกข์อยู่กับเวลาตราบนั้นคือเรายังจะต้องวิ่งแข่งกับเวลาซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้ด้วย
สำหรับคำสอนเรื่องเวลานี้ สามารถพิจารณาเปรียบเทียบเพื่อสร้างบรรทัดฐานแห่งความเข้าใจอย่างลึกซึ้งได้จากหลักธรรม ๒ หัวข้อใหญ่ ดังนี้
๑. มองจากหลักธรรมข้อปฏิจจสมุปบาท เฉพาะหลักธรรมข้อปฏิจจสมุปบาทนี้ก็เห็นชัดแล้วว่าเหตุกับผลนั้นตัดสินใจยากมาก ในหลักธรรมข้อหนึ่ง ๆ ในบรรดา ๑๒ ข้อ ทุกข้อล้วนเป็นเหตุและผลในตนเอง เมื่อต้องการหยุดการเกิด แก่ เจ็บ และตาย เราสารารถหยุดได้ทุกข้อ กล่าวคือเมื่อตัดข้อใดข้อหนึ่งแล้วการสืบต่อก็จะไม่มีอีก ลักษณะเดียวกัน เรื่องเวลาก็มีความสำคัญทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเวลาในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคต ถ้าต้องการหยุดเวลา เราสามารถหยุดเวลาในอดีตหรือปัจจุบันก็ได้ เพราะเมื่อกล่าวถึงที่สุดแล้ว สำหรับเราซึ่งเป็นมนุษย์คนหนึ่งในโลกใบนี้ เวลามีแค่เวลาเดียวคือเวลาเท่านั้น ส่วนที่เราเรียกว่าเวลานี้เป็นปัจจุบัน เวลานั้นเป็นอนาคตเป็นแค่เราเข้าใจตามบัญญัติของชาวโลกเท่านั้น
๒. มองจากหลักธรรมอริยมรรคมีองค์ ๘ หลักธรรมเรื่องอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือทางสายกลางนี้ ล้วนมีความสำคัญทุกข้อ ไม่สามารถแยกจากกันได้ คือถ้าพัฒนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ถือว่าพัฒนาทั้งระบบ เพราะทุกข้อเกี่ยวเนื่องกันหมด ที่กล่าวเช่นนี้จะเห็นได้จากการจัดอริยมรรคมีองค์ ๘ เข้ากับไตรสิกขา (ศีล สมาธิ และปัญญา) ทั้งศีล สมาธิ และปัญญาล้วนเป็นเหตุและผลของกันและกัน เช่น เมื่อรักษาศีลโดยใช้ปัญญาและสมาธิประกบก็จะเป็นไปเพื่อความเจริญได้เร็ว หรือเมื่อไม่มีศีล สมาธิกับปัญญาก็เกิดขึ้นได้ช้าเช่นกัน.....
แก้ไขล่าสุด (วันอังคารที่ 23 ตุลาคม 2007 เวลา 02:13 น.)