แนะนำหลักสูตรและการเรียนภาควิชาภาษาศาสตร์
หลักสูตรภาควิชาภาษาศาสตร์ (Linguistices) มหาวิทยาลัยเดลี เป็นหลักสูตรหนึ่งที่นักศึกษาไทยนิยมไปเรียนกันมาก ซึ่งเปิดสอนตั้งแต่ระดับ ป.โท (M.A.) อนุปริญญาเอก (M.Phil.) และ ปริญญาเอก (Ph.D.)
นักศึกษารุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์เรียนในภาควิชานี้ มีความประสงค์จะเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้สนใจจะเรียนในภาควิชานี้ จึงได้แนะนำหลักสูตรการเรียนและบอกเล่าวิธีการเรียนการสอบ พร้อมทั้งเสนอแนะการเรียนแต่ละระดับไว้ ลองไปศึกษาดูกันนะครับ
*New Curriculum 2009*
The Basic Handbook of Information to Linguistics
Department of Linguistics, University of Delhi
*หลักสูตรใหม่ 2552*
คู่มือเบื้องต้นเกี่ยวกับ คณะภาษาศาสตร์
ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดลี
โดย
อาทิตย์ ถมมา
(หนุ่มน้อยหน้ามน ฅนชัยภูมิ)
…...……..@...............
คณะภาษาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเดลี ได้เริ่มเปิดการเรียนการสอนในปี 2506 โดยมี Dr. Chandreserkha เป็นหัวหน้าภาค และเริ่มต้นเปิดสอนใน สาขา Diploma ภาษาศาสตร์ ส่วนระดับปริญญาโท (Master Degree) และ ปริญญาเอก (Doctoral of Philosophy) ได้แนะนำให้เปิดการเรียนการสอนต่อมาในปี 2509 และไปปี ค.ศ. 2522 ได้เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรภาษาศาสตร์ประยุกต์ชั้นสูง An Advanced Diploma Course in Linguistics) และหลักสูตรอนุปริญญาเอก (M.Phil) และในปัจจุบันนี้ (2553) Professor Tista Bagchi ได้เป็นหัวหน้าภาควิชา
คณะภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดลีในปัจจุบันนี้ถือได้ว่าคณะที่โด่งดังในเรื่องภาษาศาสตร์ เพราะได้เปิดทำการเรียนการสอนมานาน มีอาจารย์เพียบพร้อมด้วยประสบการณ์ และเป็นสถาบันที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของอินเดีย มีชาวต่างชาติเข้ามาเรียนเป็นจำนวนมาก เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไทย ลาว เวียดนาม มองโกเลีย อิรัก เป็นต้น และยิ่งกว่านั้นมีการพัฒนาศักยภาพของอาจารย์และนักศึกษามาโดยตลอด
บรรยากาศการเรียนการสอน ห้องเรียน เมื่อก่อนการบรรยายของอาจารย์ใช้ Blackboard (กระดานดำ) แต่ในปี 2553 ทางคณะได้ปรับเปลี่ยนไปใช้ Whiteboard ในการเรียนการสอน ยังมีห้องเรียนที่เย็นสบาย เพราะติดตั้ง Air conditioner ทั้งหมด ยิ่งกว่านั้น มีห้อง Internet สำหรับค้นคว้าหาข้อมูล และมีห้องแล็ปสำหรับฝึกฟังและออกเสียง (Phonetics Laboratory) ในส่วนของห้องสมุด มีห้องสมุดคณะศิลปศาสตร์ ที่เพียบพร้อมด้วยหนังสือภาษาศาสตร์มากมายจากต่างประเทศ และในประเทศ และที่กว้างขวางอีก มีห้องสมุดกลาง Central Library พร้อมให้บริการนักศึกษา ซึ่งทำให้สะดวกสบายในการค้นคว้าข้อมูลระดับสูงขึ้นไปอีก
คณะอาจารย์ (Staff) ตำแหน่ง วิชาถนัดสอน
Prof. Tista Bagchi Professor & Head Semantics, Theoretical Syntax, Historical Linguistics
Prof. R K Agnihotri Professor Second Language Acquisition, Socio-linguistics, Applie Linguistics, Morphology
Prof. R C Sharma Professor Psycholinguistics, Neurolinguistics, Phonetics, Philosophy of Language
Prof. Ravindra Gargesg Professor Applied Linguistics, Linguistic Stylistics, Phonology, Generative Phonology, Translation Studies
Dr. Shobha Satyanath Reader Sociolinguistics, Pidgins and Creoles, Acoustic Phonetics, Historical Linguistics
Dr. Pradeep Kumar Das Reader Generative Morphology, Language Typology, Syntax Semantics, Field-Linguistics, Hindi as a Foreign Language.
Dr. Tanmoy Bhattacharya Reader Minimalist Syntax, Discourse Semantics, Prosody, NLP
Dr. Gail Coelho Reader Language Documentation, Discourse Analysis, Morphology, Phonology
Ms. Mamta Lecturer Nero-Linguistics, Psycholinguistics
เจ้าหน้าที่ (Administrative Staff)
Mr. B.K. Chawla Sr. Asstt.
Mr. R.K. Soni Stenographer
……………………………………………………@..................................................................................
ผมต้องขอกล่าว หลักสูตร 2 หลักสูตร ที่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเร็วๆ นี้ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร
หลักสูตรของคณะภาษาศาสตร์ใช้เวลาในการศึกษา เป็นเวลา 2 ปี เต็มๆ หลักสูตรหลายปีที่ผ่านมา และเมื่อปี 2008 ช่วงนั้นผมยังเรียนอยู่ปี 2 เทอม 2 ยังเป็นหลักสูตรแบบ Annual (ปีหนึ่งมีสอบปลายภาค 1 ครั้ง) และเป็นหลักสูตรแบบ Annual ปีสุดท้ายของการเรียนในคณะภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดลี
หลักสูตร Annual นี้มีข้อดี คือ
- นักศึกษาไทยใช้ภาษาอังกฤษยังไม่คล่องแคล่ว จะได้ฝึกฝนภาษาอังกฤษแบบวิชาการ กับ
อาจารย์ และเพื่อนนักศึกษาทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน ทำให้ยืดเวลาในการเตรียมตัวและพัฒนาตนเองทันเวลาสอบปลายภาค
- นักศึกษาไทยไม่ต้องเครียดหรือกังวลกับการสอบปลายภาค แบบ semester (เทอม) ซึ่ง 4 เดือน
สอบปลายภาคหนึ่งครั้ง และทำให้สุขภาพจิตเสียด้วย สำหรับคนที่อ่อนทางภาษาอังกฤษ
- นักศึกษาไทยมีเวลาเตรียม Note (บทเรียน) และทบทวนวิชาต่างๆ ได้ทันเวลาสอบปลายภาค
หลักสูตร Annual นี้มีข้อเสีย คือ
- นักศึกษาใช้เวลาในการศึกษายาวนานกว่าจะสอบหนึ่งครั้ง
- นักศึกษาอาจจะลืมบทเรียนที่เรียนมาเพราะมีหลายวิชา และทำให้สอบปลายภาคมีวิชาสอบ
เยอะมากกว่า แบบ Semester ที่แยกสอบเป็นเทอมๆ
- ทำให้นักศึกษารู้สึกเบื่อในการอ่านหนังสือหลายๆ วิชาที่จะสอบพร้อมกันในเวลาหนึ่งปี
หลังจากนั้น ปี 2552 เป็นต้นมา ทางมหาวิทยาลัยเดลี ได้มีการเปลี่ยนแปลงระแบบการเรียนการสอน แบบ Semester (1 ปี มีสอบ 2 ครั้ง) โดย แยก เป็น 4 วิชา 2 เทอม รวมเป็น 8 วิชา ใน 1 ปี
หลักสูตร Semester นี้มีข้อดี คือ
- นักศึกษาไม่ต้องเครียดกับการสอบแบบ Annual (ปีหนึ่งมีสอบปลายภาค 1 ครั้ง) ซึ่งมีการสอบ
ถึง 8 วิชา ใน 1 ปีการศึกษา
- นักศึกษาสามารถแบ่งเวลาในการเรียนแบบเป็นระบบ เนื่องจาก 4 เดือนมีสอบ 1 ครั้ง และอีก 4
เดือนหลัง มีการสอบอีก 1 ครั้ง
- ใช้เวลาในการศึกษาแต่ละเทอม ไม่มาก
หลักสูตร Semester นี้มีข้อเสีย คือ
- นักศึกษาไทยที่ภาษาอังกฤษยังไม่คล่องแคล่ว จะลำบากในการสอบแบบ Semester เพราะ
ข้อสอบเป็นแบบ อัตนัยทั้งหมด และยังไม่รู้แนวทางในการสอบ (ประสบการณ์ยังไม่มาก)
- นักศึกษายังใช้เวลาในปรับตัวให้เข้ากับอาจารย์ และเพื่อนักศึกษาน้อย ทำให้ไม่คุ้นเคยกัน
มากนัก
โครงสร้างของหลักสูตรระดับปริญญาโท ภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดลี
ใน ปี 2552 นักศึกษาปี 1 เทอม 1 ได้ใช้ระแบบการเรียนการสอนแบบ Semester ไปแล้ว ยกเว้น นักศึกษาปี 2 (นักศึกษาปี 2551) ยังคงใช้ระบบ Annual เหมือนเดิมจนกระทั้งจบปีการศึกษา เพราะว่าเป็นช่วงคั่นระหว่างเทอมกลาง ดังนั้นทางมหาลัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบของนักศึกษาปี 2
ใน ปี 2553 เป็นต้นไป ทางมหาวิทยาลัยได้ใช้ระบบแบบ Semester แบบสมบูรณ์ ทั้ง นักศึกษา ปี 1 และ ปี 2 โครงสร้างนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ในแต่ละส่วนจะประกอบด้วย Semester (เทอม) คือ เทอม 1 และ เทอม 2
Part I: ปีที่ 1 เทอม 1 เทอม 2
Part II: ปีที่ 2 เทอม 3 เทอม 4
Part I: เทอม 1 วิชาบังคับ
Paper L-1 Introduction to Linguistics (ภาษาศาสตร์เบื้อต้น)
Paper L-2 Phonetics (สัทศาสตร์)
Paper L-3 Phonology (สัทวิทยา, สรวิทยา หรือ สัทการยวิทยา)
Paper L-4 Morphology (วิทยาหน่วยคำ)
Part I: เทอม 2 วิชาบังคับ
Paper L-5 Introductory Transformational Generative Syntax
(วากยสัมพันธ์ปริวรรตเพิ่มพูนเบื้องต้น)
Paper L-6 Aspects of Linguistics Behaviour (กรณ์ลักษณะของพฤติกรรมภาษา)
Paper L-7 Applied Linguistics (ภาษาศาสตร์ประยุกต์)
Paper L-10 Interdisciplinary Course –I (วิชาสหศาสตร์ 1)
Part II: เทอม 3 วิชาบังคับ
Paper L-8 Language and Mind (ภาษากับจิตใจ)
Paper L-9 Field Methods (วิธีวิจัยภาคสนาม)
Paper L-12 Semantics (อรรถศาสตร์)
*ปกติเรียนเทอมละ 4 วิชา (Paper) ในส่วนของ Part II: เทอม 3 นี้ จะให้นักศึกษาเลือก วิชาเลือก ได้อีก 1 วิชา เพื่อเรียนใน เทอม 3 ให้ครบ 4 วิชา (Paper) ตามรายชื่อ วิชาเลือกข้างล่าง
Part II: เทอม 4 วิชาบังคับ
Paper L-11 Historical Linguistics (ภาษาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์)
Paper L-35 Interdisciplinary Course –II (วิชาสหศาสตร์2)
*ปกติเรียนเทอมละ 4 วิชา (Paper) ในส่วนของ Part II: เทอม 4 นี้ จะให้นักศึกษาเลือกวิชาเลือกได้อีก 2 วิชา (นอกจากวิชาที่ถูกเลือก วิชาเลือกในเทอม 3) เพื่อเรียนใน เทอม 4 ให้ครบ 4 วิชา (Paper) ตามรายชื่อ วิชาเลือกข้างล่าง (วิชาเลือกนี้ต้องเป็นไปตามกฏของคณะด้วย บางวิชาอาจจะไม่เปิดสอน ต้องสอบถามกับอาจารย์ในคณะเอง)
นักศึกษาจะใช้เวลาเรียน 2 ปี เรียนทั้งหมด 16 วิชา
* รายชื่อวิชาเลือก
L-13 Intermediate Syntax (วากยสัมพันธ์ชั้นกลาง)
L-14 Advanced Syntax (วากยสัมพันธ์ชั้นสูง)
L-15 Language Typology (แบบลักษณ์ภาษา)
L-16 Linguistics Logic & Structural Semantics (ตรรกศาสตร์ภาษาศาสต์และอรรถศาสตร์ขั้นสูง)
L-17 Sociolinguistics (ภาษาศาสตร์สังคม)
L-18 Generative Phonology (Linear) (สัทวิทยาปริวรรตเพิ่มพูดแนวเชิงเดี่ยว)
L-19 Generative Phonology (Non-linear) (สัทวิทยาปริวรรตเพิ่มพูดแนวเชิงรวม)
L-20 Linguistics Stylistics (วัจนลีลาศาสตร์)
L-21 Translation Theory and Practice (ทฤษฎีและวิธีการแปล)
L-22 Computational Linguistics (ภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์)
L-23 Developmental Psycholinguistics (ภาษาศาสตร์จิตวิทยาพัฒนาการ)
L-24 Neurolinguistics (ภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยา)
L-25 Multilingualism (ภาวะพหุภาษา)
L-26 Second Language Acquisition (การับภาษาที่สอง)
L-27 Language Testing (การทดสอบทางภาษา)
L-28 Structure of Language (โครงสร้างภาษา)
L-29 Lexicography (ศัพทานุกรมศาสตร์)
L-30 Language Planning (การวางแผนภาษา)
L-31 Language and Education (ภาษาและการศึกษา)
L-32 Advanced Historical Linguistics (ภาษาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ขึ้นสูง)
L-33 History of Linguistics (ประวัติศาสตร์ภาษาศาสตร์)
L-34 Seminar (Notes) (สัมมนา)
การสอบวัดผลระดับปริญาโท (Scheme of Examination)
1. ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอน และการสอบ
2. การสอบจะมีขึ้น หลังจากการเรียนการสอนเสร็จในแต่ละเทอม ตามปฏิทินการเรียนของคณะ
3. การประเมินผล มีดังต่อไปนี้
3.1 ในแต่ละวิชา คะแนนเต็ม 100 คะแนน ยกเว้น วิชา L-9, L-23 และ L-24 ซึ่งในแต่ละวิชา จะสอบกลางภาค เก็บวิชาละ 30 คะแนน รวมถึงการมีส่วนร่วมในห้องเรียน สัมมนา งานมอบหมาย การสอบ และการสอบปากป่าว การฝึกปฏิบัติจริง งานห้องแล็ป และการเข้าเรียน ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้มอบหมายในวิชานั้นๆ ในการเริ่มการเรียนการสอนของเทอมแรก นักศึกษาที่ไม่ปฏิบัติตาม จะถูกระงับไม่ให้เข้าห้องสอบหลังจากจบเทอมในวิชาเฉพาะนั้นๆ ไม่มีคะแนนเก็บ และไม่สามารถสอบแก้ตัวในคะแนนเก็บได้
3.2 คะแนนสอบปลายภาค 70 คะแนน และสอบเป็นแบบอัตนัยทั้งหมดในแต่ละเทอม ให้เวลาสอบ 3 ชั่วโมงในแต่ละวิชา
3.3 ขอสังเกต ในวิชา Field Methods (วิชา L-9a) นักศึกษา Part II เทอม 3 จะได้เรียน และ วิชา (L-9b) จะให้นักศึกษาที่เรียน Advanced Diploma in Applied Linguistics เรียน
3.3.1 Filed Work Dissertation (การทำวิจัย) จะต้องเริ่มส่งในเทอมสุดท้ายของ เทอม 3 และคะแนนจะเต็ม 100 คะแนน
3.4 วิชา Developmental Psycholinguistics (L-23) และ Neurolinguistics (L-24) จะประกอบด้วยคะแนนปลายภาค 50 คะแนน และ คะแนนเก็บอีก 50 คะแนน รวมเป็น 100 คะแนน
การผ่านการประเมินผล (Pass Percentage)
ระดับคะแนนของการผ่านการสอบในแต่ละเทอม คือ 40% ในแต่ละวิชา และ 45% ในคะแนนรวมทั้งหมดในเทอมนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม นักศึกษาผู้ที่ผ่านคะแนนสูงถึง 40% ในแต่ละวิชา แต่ไม่ผ่านคะแนนรวม 45% อาจจะต้องสอบใหม่ในวิชานั้นๆ เพื่อให้คะแนนรวมผ่านถึง 45%
นักศึกษาจะไม่ได้รับโอกาสมากกว่า 2 ครั้ง ที่จะสอบให้ผ่านในแต่ละวิชา รวมกับการพยายามครึ้งแรกด้วย
กฎเกณฑ์การเลื่อนชั้น (Promotion Criteria)
เทอม ต่อ เทอม นักศึกษาที่จะได้เลื่อนชั้น จะได้รับอนุญาตให้เลื่อนชั้นจากเทอมหนึ่งไปยังอีกเทอมหนึ่ง โดยไม่ต้องการอยู่ชั้นเดิม ต้องให้ผ่านอย่างน้อย ครึ่งหนึ่งของวิชา ของเทอมปัจจุบันนั้นๆ
ส่วนที่ 1 ไปยังอีกส่วนที่ 2 (PART TO PART)
Part I (เทอม 1 และ เทอม 2) เลื่อนไปยัง Part II (เทอม 3 และ เทอม 4) การรับเข้า Part II (เทอม 3 และเทอม 4) ของโปรแกรม จะเปิดก็ต่อเมื่อ นักศึกษาทั้งหมดผู้ผ่านอย่างน้อย 75% ของแต่ละวิชา สำหรับ Part I ประกอบไปด้วย เทอม 1 และ เทอม 2 รวมกัน แต่อย่างไรก็ตามนักศึกษาจะต้องจัดการวิชาที่เหลือยังไม่ผ่านในขณะเรียนใน Part II ของโปรแกรมให้เสร็จก่อนจบการศึกษา มิฉะนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณาให้จบการศึกษา
เกณฑ์การให้คะแนน (Division Criteria)
75% ขึ้นไป ดีเยี่ยม เหรียญทอง Distinction
60% - 74.99% เกียรตินิยมอันดับ 1 First Division
50% - 59.99% เกียรตินิยมอันดับ 2 Second Division
40% - 49.99% ผ่าน Pass (Third Division)
……………………………………………………@..................................................................................
หลักสูตรประกาศนียบัตรภาษาศาสตร์ หลักสูตร 1 ปี The Post M.A. Diploma in Linguistics
ใช้เวลาในการเรียน 1 ปี การศึกษา ซึ่งได้แบ่งออกเป็น เทอม 1 (Semester I) และ เทอม 2 (Semester II)
ผู้ที่มีสิทธิสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรนี้ได้ ต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาโทจากภาควิชาอื่นโดยได้คะแนน 40% ขึ้นไป
เทอม 1 (semester I) วิชาบังคับ
Paper L-1 Introduction to Linguistics (ภาษาศาสตร์เบื้อต้น)
Paper L-2 Phonetics (สัทศาสตร์)
Paper L-3 Phonology (สัทวิทยา, สรวิทยา หรือ สัทการยวิทยา)
Paper L-4 Morphology (วิทยาหน่วยคำ)
เทอม 2 (semester II) วิชาบังคับ
Paper L-5 Introductory Transformational Generative Syntax
(วากยสัมพันธ์ปริวรรตเพิ่มพูนเบื้องต้น)
Paper L-6 Aspects of Linguistics Behaviour (กรณ์ลักษณะของพฤติกรรมภาษา)
Paper L-7 Applied Linguistics (ภาษาศาสตร์ประยุกต์)
Paper L-10 Interdisciplinary Paper-I (วิชาสหศาสตร์1)
การสอบวัดผลระดับ The Post M.A. Diploma in Linguistics (Scheme of Examination)
1. ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอน และการสอบ
2. การสอบจะมีขึ้น หลังจากการเรียนการสอนเสร็จในแต่ละเทอม ตามปฏิทินการเรียนของคณะ
3. การประเมินผล มีดังต่อไปนี้
3.1 ในแต่ละวิชา คะแนนเต็ม 100 คะแนน ยกเว้น ซึ่งในแต่ละวิชา จะสอบกลางภาค เก็บวิชาละ 30 คะแนน รวมถึงการมีส่วนร่วมในห้องเรียน สัมมนา งานมอบหมาย การสอบ และการสอบปากป่าว การฝึกปฏิบัติจริง งานห้องแล็ป และการเข้าเรียน ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้มอบหมายในวิชานั้นๆ ในการเริ่มการเรียนการสอนของเทอมแรก นักศึกษาที่ไม่ปฏิบัติตาม จะถูกระงับไม่ให้เข้าห้องสอบหลังจากจบเทอมในวิชาเฉพาะนั้นๆ ไม่มีคะแนนเก็บ และไม่สามารถสอบแก้ตัวในคะแนนเก็บได้
3.2 คะแนนสอบปลายภาค 70 คะแนน และสอบเป็นแบบอัตนัยทั้งหมดในแต่ละเทอม ให้เวลาสอบ 3 ชั่วโมงในแต่ละวิชา
การผ่านการประเมินผล (Pass Percentage)
ในแต่ละเทอม ต้องสอบให้ผ่าน 50% ในแต่ละวิชา และ 50% ของคะแนนรวมทั้งหมดวิชาในแต่ละเทอม
อย่างไรก็ตาม นักศึกษาผู้ที่ผ่านคะแนนสูงถึง 50% ในแต่ละวิชา แต่ไม่ผ่านคะแนนรวม 50% อาจจะต้องสอบใหม่ในวิชานั้นๆ เพื่อให้คะแนนรวมผ่านถึง 50%
กฎเกณฑ์การเลื่อนชั้น (Promotion Criteria)
เทอม ต่อ เทอม นักศึกษาที่จะได้เลื่อนชั้น จะได้รับอนุญาตให้เลื่อนชั้นจากเทอมหนึ่งไปยังอีกเทอมหนึ่ง โดยไม่ต้องการอยู่ชั้นเดิม ต้องให้ผ่านอย่างน้อย ครึ่งหนึ่งของวิชา ของเทอมปัจจุบันนั้นๆ อย่างน้อย 50% ในแต่ละวิชา
เกณฑ์การให้คะแนน (Division Criteria)
60% - 74% เกียรตินิยมอันดับ 1 First Division
50% - 59.99% เกียรตินิยมอันดับ 2 Second Division
ข้อแนะนำในการเรียน ระดับ The Post M.A. Diploma in Linguistics
1. เนื่องจาก การเรียนระดับนี้ ใช้เวลาแค่ 1 ปี นักศึกษาที่จะมาเรียนนั้น ต้องสนใจจริงๆ
2. เนื่องจากคะแนนในการผ่านของแต่ละวิชาต้องทำถึง 50% ซึ่งคนที่ภาษาอ่อนมากๆ ไม่แนะนำให้เรียนเพราะเรียนแบบเข้มข้นจริงๆ
3. ผู้จะเรียนต้องมีพื้นฐานทางด้านภาษาศาสตร์พอสมควร และมีความรู้ทางด้านไวยากรณ์ภาษาไทยด้วย เนื่องจากการเรียนการสอนมีการเปรียบเทียบภาษาแม่ (Mother tongue) ตลอดเวลาในการเรียนในห้องเรียน
4. ต้องฝึกเขียนมากๆ เพราะข้อสอบมีการสอบแบบอัตนัยทั้งหมด และอีกอย่าง ในระดับนี้ได้เปลี่ยนการเรียนการสอนแบบ Semester เหมือนกับ ระดับ ปริญญาโท
……………………………………………………@..................................................................................
หลักสูตรประกาศนียบัตรภาษาศาสตร์ประยุกต์ชั้นสูง หลักสูตร 1 ปี
(Advanced Diploma in Applied Linguistics)
ผู้ที่มีสิทธิเข้าศึกษาในหลักสูตรนี้ ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทจากภาควิชาอื่นๆ หรือจบหลักสูตรประกาศนียบัตรภาษาศาสตร์ (The Post M.A. Diploma in Linguistics)
เทอม 1 (semester I) วิชาบังคับ
Paper L-8 Language and Mind (ภาษากับจิตใจ)
Paper L-9(b) Applied Field Methods (วิธีวิจัยแบบประยุกต์)
Paper L-12 Semantics (อรรถศาสตร์)
* ให้นักศึกษาเลือก วิชาเลือก 1 วิชา ตามรายชื่อข้างล่าง
เทอม 2 (semester II) วิชา บังคับ
Paper L-11 Historical Linguistics (ภาษาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์)
Paper L-35 Interdisciplinary Paper (วิชาสหศาสตร์)
* ให้นักศึกษาเลือก วิชาเลือก 2 วิชา และวิชาเลือกไม่ซ้ำกับ เทอม 1 ตามรายชื่อข้างล่าง (วิชาเลือกนี้ต้องเป็นไปตามกฏของคณะด้วย บางวิชาอาจจะไม่เปิดสอน ต้องสอบถามกับอาจารย์ในคณะเอง)
* รายชื่อวิชาเลือก
L-13 Intermediate Syntax (วากยสัมพันธ์ชั้นกลาง)
L-14 Advanced Syntax (วากยสัมพันธ์ชั้นสูง)
L-15 Language Typology (แบบลักษณ์ภาษา)
L-16 Linguistics Logic & Structural Semantics (ตรรกศาสตร์ภาษาศาสต์และอรรถศาสตร์ขั้นสูง)
L-17 Sociolinguistics (ภาษาศาสตร์สังคม)
L-18 Generative Phonology (Linear) (สัทวิทยาปริวรรตเพิ่มพูดแนวเชิ่งเดี่ยว)
L-19 Generative Phonology (Non-linear) (สัทวิทยาปริวรรตเพิ่มพูดแนวเชิ่งรวม)
L-20 Linguistics Stylistics (วัจนลีลาศาสตร์)
L-21 Translation Theory and Practice (ทฤษฎีและวิธีการแปล)
L-22 Computational Linguistics (ภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์)
L-23 Developmental Psycholinguistics (ภาษาศาสตร์จิตวิทยาพัฒนาการ)
L-24 Neurolinguistics (ภาษาศาสตร์เชิงประสาทวิทยา)
L-25 Multilingualism (ภาวะพหุภาษา)
L-26 Second Language Acquisition (การับภาษาที่สอง)
L-27 Language Testing (การทดสอบทางภาษา)
L-28 Structure of Language (โครงสร้างภาษา)
L-29 Lexicography (ศัพทานุกรมศาสตร์)
L-30 Language Planning (การวางแผนภาษา)
L-31 Language and Education (ภาษาและการศึกษา)
L-32 Advanced Historical Linguistics (ภาษาศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ขึ้นสูง)
L-33 History of Linguistics (ประวัติศาสตร์ภาษาศาสตร์)
L-34 Seminar (Notes) (สัมมนา)
การสอบวัดผลระดับ หลักสูตรประกาศนียบัตรภาษาศาสตร์ประยุกต์ชั้นสูง หลักสูตร 1 ปี Advanced Diploma in Applied Linguistics (Scheme of Examination)
1. ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการเรียนการสอน และการสอบ
2. การสอบจะปฏิบัติตาม หลังจากการเรียนการสอนเสร็จในแต่ละเทอม ตามปฏิทินการเรียนของคณะ
3. การประเมินผล มีดังต่อไปนี้
3.1 ในแต่ละวิชา คะแนนเต็ม 100 คะแนน ยกเว้น ซึ่งในแต่ละวิชา จะสอบกลางภาค เก็บวิชาละ 30 คะแนน รวมถึงการมีส่วนร่วมในห้องเรียน สัมมนา งานมอบหมาย การสอบ และการสอบปากป่าว การฝึกปฏิบัติจริง งานห้องแล็ป และการเข้าเรียน ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้มอบหมายในวิชานั้นๆ ในการเริ่มการเรียนการสอนของเทอมแรก นักศึกษาที่ไม่ปฏิบัติตาม จะถูกระงับไม่ให้เข้าห้องสอบหลังจากจบเทอมในวิชาเฉพาะนั้นๆ ไม่มีคะแนนเก็บ และไม่สามารถสอบแก้ตัวในคะแนนเก็บได้
3.2 คะแนนสอบปลายภาค 70 คะแนน และสอบเป็นแบบอัตนัยทั้งหมดในแต่ละเทอม ให้เวลาสอบ 3 ชั่วโมงในแต่ละวิชา
3.3 ขอสังเกต ในวิชา Field Methods (L-9b) นักศึกษาที่เรียน Advanced Diploma in
Applied Linguistics นี้ จะได้เรียน
3.3.1 Filed Work Dissertation (การทำวิจัย) จะต้องเริ่มทำในเทอมที่ 2 และจะส่งงานในวันสุดท้ายของ เทอม 2 คะแนนเต็ม 100 คะแนน
3.4 วิชา Developmental Psycholinguistics (L-23) และ Neurolinguistics (L-24) จะประกอบด้วยคะแนนปลายภาค 50 คะแนน และ คะแนนเก็บอีก 50 คะแนน รวมเป็น 100 คะแนน
การผ่านการประเมินผล (Pass Percentage)
ระดับคะแนนของการผ่านการสอบในแต่ละเทอม คือ 50% ในแต่ละวิชา และ 50% ในคะแนนรวมทั้งหมดในเทอมนั้นๆ
กฎเกณฑ์การเลื่อนชั้น (Promotion Criteria)
เทอม ต่อ เทอม นักศึกษาที่จะได้เลื่อนชั้น จะได้รับอนุญาตให้เลื่อนชั้นจากเทอมหนึ่งไปยังอีกเทอมหนึ่ง โดยไม่ต้องการอยู่ชั้นเดิม ต้องให้ผ่านอย่างน้อย ครึ่งหนึ่งของวิชา ของเทอมปัจจุบันนั้นๆ อย่างน้อย 50% ในแต่ละวิชา
เกณฑ์การให้คะแนน (Division Criteria)
60% - 74% เกียรตินิยมอันดับ 1 First Division
50% - 59.99% เกียรตินิยมอันดับ 2 Second Division
* ข้อแนะนำในการเรียน ระดับ Advanced Diploma in Applied Linguistics เหมือนกันกับระดับ The Post M.A. Diploma in Linguistics นะครับ
……………………………………………………@..................................................................................
หลักสูตรระดับอนุปริญญาเอก Master of philosophy (M.phil)
หลักสูตรนี้ มหาวิทยาลัย จะให้นักศึกษาที่มีสิทธิเข้าเรียนได้ในระดับอนุปริญญาเอก หรือ M.Phil จะต้องสอบได้คะแนนผ่านในระดับปริญญาโททางภาษาศาสตร์ 55% เท่านั้น
ระบบการเรียนการสอน
ระบบการเรียนการสอนในระดับอนุปริญญาเอก (M.Phil แบ่งเป็น 2 ภาคเรียน คือ.-
1. ภาคเรียนแรก เป็นการเรียนรายวิชาในห้องเรียน โดยนักศึกษาต้องเรียน 3 รายวิชาต่อไปนี้
1.1 .Course P-1 : Current Trends in Linguistics Theory 100 คะแนน
1.2 .Course P-2 : Two Term Papers in The Focused Area 100 คะแนน
ใน Course P-2 นี้นักศึกษาต้องเลือกเรียนเจาะลึกในสองชุดวิชาที่ตนเองถนัดจากรายวิชา
ของ M.A. โดยปกติแล้วนักศึกษาควรเลือกเรียนในรายวิชาที่สอดคล้องกับหัวข้อที่ตนเองจะเขียนงานวิจัยในเทอมที่ 2
1.3 .Course P-3 : Research methodology 100 คะแนน
ทั้ง 3 รายวิชาข้างต้นไม่มีการสอบข้อเขียนเพียงแต่ต้องเขียนงานส่ง
2. ในภาคเรียนที่ 2 เขียนงานวิจัย (Dissertation) 200 คะแนน
ในภาคเรียนที่ 2 นี้ไม่มีการเรียนในชั้น แต่ต้องเขียนงานวิจัย (Dissertation) ส่งหนึ่งเรื่อง หลังจากที่นักศึกษาส่งงานของเทอมแรกครบทุกวิชา และได้คะแนนเฉลี่ยอย่างน้อย 50% ขึ้นไปจึงจะมีสิทธิเสนอหัวข้องานวิจัย (Dissertation) ในระดับอนุปริญญาเอกได้ เมื่อนักศึกษาเสนอหัวข้องานวิจัย ทางภาควิชาจะจัดสรรหาอาจารย์ที่ปรึกษาให้ จากนั้นก็เขียนงานวิจัยให้เสร็จและส่งงานวิจัยให้ทางภาควิชา หลังจากนั้นทางมหาวิทยาลัยจะประกาศให้สำเร็จการศึกษาอย่างเป็นทางการ ซึ่งในชั้นนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี
หมายเหตุ ในการสมัครเรียน ระดับ M.phil สาขาภาษาศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเดลี ถ้านักศึกษาไม่ได้จบจาก มหาวิทยาลัยเดลี โดยตรงจะได้ยากมาก เพราะอันดับแรก ทางคณะจะเลือกนักศึกษาจบใหม่ ผู้จบ M.A. Linguistics ในปีสุดท้ายก่อน และเลือกนักศึกษาผู้เคยจบการศึกษา สาขาภาษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดลีมาก่อน ต่อมา จะเลือกบุคคลภายนอก (ผู้ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยเดลี) ให้เข้าเรียน และจำกัดจำนวนนักศึกษา ประมาณ 15-17 คน
……………………………………………………@..................................................................................
หลักสูตรระดับปริญญาเอก Doctor of philosophy (Ph.D)
สำหรับผู้ที่มีสิทธิสมัครเข้าเรียนระดับปริญญาเอก จะต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ดังนี้
1 .ผู้ที่จบการศึกษา M.Phil โดยมีคะแนน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
2.ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโททางภาษาศาสตร์ M.A. Linguistics หรือวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องโดยได้คะแนน 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปและผ่าน M.Phil Part I ด้วยคะแนน 55% ขึ้นไป
3.ผู้ที่จบการศึกษาระดับ M.A. ทางภาษาศาสตร์หรือวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องโดยได้คะแนนระหว่าง 55-59 เปอร์เซ็นต์ และผ่าน M.Phil Part I ด้วยคะแนน 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
สำหรับผู้ที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาเอก (M.Phil) และได้คะแนน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปสามารถขอสมัครเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกได้เลย
ระบบการศึกษาระดับปริญญาเอก
นักศึกษาที่จะศึกษาในระดับปริญญาเอก ก่อนสมัครเรียนต้องเตรียมหัวข้อวิทยานิพนธ์และหาอาจารย์ที่ปรึกษาให้ได้ก่อน เมื่อได้อาจารย์ที่ปรึกษาแล้วให้เขียนโครงร่างวิทยานิพนธ์ส่งให้ตรวจแก้ไข้ จากนั้นให้สมัครที่ภาษาวิชาฯ เพื่อพิจารณาเป็นนักศึกษา
หลังจากนักศึกษาได้ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาเรียบร้อยแล้ว ต้องคอยพบอาจารย์ที่ปรึกษา(Supervisor) เพื่อปรึกษาหาแนวทางในการเขียนวิทยานิพนธ์คร่าวๆไป มหาวิทยาลัยมีกฎบังคับให้นักศึกษาสามารถส่งงานวิทยานิพนธ์ได้อย่างน้อย 2 ปีหลังจากวันที่ลงทะเบียนเป็นนักศึกษา
เมื่อเขียนงานวิทยานิพนธ์เสร็จแล้วจะต้องนำเสนองาน (Pre-Submission) ต่อวงสัมมนาที่ประกอบด้วย หัวหน้าภาควิชา, อาจารย์ที่ปรึกษา, คณาจารย์ในภาควิชาและเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน แล้วนำข้อเสนอในวงสัมมนาไปเพื่อแก้ไขเนื้อหาบางตอนหรือข้อความบางแห่ง จนกระทั่งวิทยานิพนธ์ได้รับการตรวจสอบว่าถูกต้องแล้ว จึงจะสามารถส่ง (Submit) ภาควิชาได้ หลังจากนั้นนักศึกษาต้องรอสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ (Viva-Voce) เมื่อสอบป้องกันวิทยานิพนธ์เสร็จแล้วก็ถือว่าสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกทางภาษาศาสตร์ (Ph.D. Linguistics)
หมายเหตุ ในการสมัครเรียน ระดับ Phd. สาขาภาษาศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเดลี นักศึกษาจะไม่สามารถสมัครเรียนได้ โดยที่ไม่จบ M.phil (Master of Philosophy) มาก่อน แต่มีข้อยกเว้น ที่ได้อ้างไว้ข้างบน ดังนั้น นักศึกษาที่จะเรียนต่อ Phd. โดยเฉพาะนักศึกษาจบมาจากประเทศไทย หรือบางประเทศ ที่ไม่ได้เรียน M.phil จะต้องเรียน M.phil ก่อน
……………………………………………………@..................................................................................
วิธีการสมัครเรียน
ผู้สนใจในการเรียนต่อ ระดับ M.A, M.phil, Phd สาขาภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดลี ให้ ดาวโหลดใบสมัครได้ที่ http://du.ac.in/forms/foreignstudents1.pdf
เอกสารการสมัคร
๑. สําเนาใบแสดงผลการเรียน (Transcripts) ระดับ ม.๖, ปริญญาตรี และปริญญาโท จํานวน ๓ ชุด
๒. สําเนาใบประกาศนียบัตร จํานวน ๓ ชุด
๓. สําเนาหนังสือเดินทาง (Passport) จํานวน ๓ ชุด
๔. สําเนาใบรับรองการจบการศึกษา (Migration) จากสถานศึกษาเดิม จํานวน ๓ ชุด
๕. รูปถ่ายสี ขนาด ๒ นิ้ว จํานวน ๑ โหล
๖. สําเนาใบประกาศนียบัตรรับรองผลการเรียน / ทดสอบ ภาษาอังกฤษต่างๆ (ถ้ามี)
๗. สำเนาใบสูติบัตร (ใบเกิด) โดยให้มีผู้รับรองการแปลเป็นภาษาอังกฤษ จำนวน ๓ ชุด
๘. เขียนชื่อบิดา มารดา พร้อมนามสกุล เป็นภาษาอังกฤษแนบมากับเอกสารการศึกษาด้วย
ระยะเวลาส่งเอกสารสมัครเรียน
ระยะเวลาเปิดรับใบสมัครผ่านกลุ่ม กพ.ด. เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๐ มกราคม และหมดเขตรับใบสมัครในวันที่ ๓๑ มีนาคม ของทุกปี
วิธีการส่งใบสมัคร
ติดต่อไปที่
To. Phramaha Siri Pomnoi
Room No.96, PG Man Hostel
University of Delhi
Delhi 110007
INDIA
หมายเหตุ ให้โหลดใบสมัครจากเวปไชต์ของมหาวิทยาลัยเดลี แล้วกรอกรายละเอียด ส่งแนบมาด้วย ในการสมัครนี้ ขอให้ท่านได้แจ้งความจำนงค์ในการจ่ายค่าธรรมเนียมในการสมัครด้วย จำนวน 2,500 บาท หรือ รูปี
รุ่นพี่ที่สามารถสอบถามข้อมูลการเรียนแต่ละคณะ
๑. คุณวิสุทธิ์ (อุย) ป. โท คณะรัฐศาสตร์ โทร 084 9739313
๒. คุณวริษฐา (ออ) ป. โท คณะศึกษาศาสตร์ โทร 082 6336205
๓. คุณโชติกา (พี่น้อย) ป.โท ภาควิชาพุทธศาสตร์ โทร 086 3333786
๔. คุณอาทิตย์ (ต้อย) ป.โท ภาควิชาภาษาศาสตร์ โทร 087 0832936
๕. อาจารย์กันทิมา (พี่ปุ่น) ป.โท คณะคณิตศาสตร์ โทร 086 7555930
๖. คุณชาตรี (ตู่) ป. ตรี สาขาวิชาทั่วไป (B.A. Programme) โทร 001-91-99110679872 (India)
๗. คุณตุลญา(ต้องตา) ป.ตรี รัฐศาสตร์ (Political Sciences) โทร 001-91 9958652479 (India)
……………………………………………………@..................................................................................
เล่าสู่กันฟัง ชาว Linguistics
มหาวิทยาลัยเดลี คณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาศาสตร์ (Linguistics)
ในการเรียนภาษาอังกฤษทุกวันนี้ ต้องกล่าวได้ว่าจำเป็นมากสำหรับสังคมคนไทย ไม่ว่าจะเรียนสาขาไหนๆ เวลาสมัครทำงาน เขาก็จะถามว่า พูดภาษาอังกฤษได้ไหม? ดังนั้น เราจึงดิ้นรนในการหาความรู้ใส่ตัวให้มาก นอกจากสาขาที่เราเรียนที่ไม่ได้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ แต่ต้องพูดภาษาอังกฤษได้ด้วยถึงจะมีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ
ผู้เขียน เริ่มต้นสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษจริงๆ ตั้งแต่ระดับมัธยมปลาย ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วนๆ ด้วย ฝึกฟังเพลงสากลเพาะๆ ในสมัยนั้น แต่เรียนแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เพราะสนใจในการเรียนน้อยเกินไป และฝึกพูดมาน้อยด้วย อีกอย่างเป็นคนขี้อ้ายไม่กล้าแสดงออก นี่เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งของผู้เขียนเอง จึงได้ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโท ณ ประเทศอินเดีย มหาวิทยาลัยเดลี สาขาภาษาศาสตร์ โดยการแนะนำจากรุ่นพี่ ของมหาวิทยาลัย
นมัสเต ได้ยินเสียงนี้แล้วก็งงๆ มึนๆ นิดหน่อย ไปอยู่อินเดียใหม่ๆ คิดในใจว่าเขาพูดภาษาอังกฤษ หรือภาษาอะไร ได้แต่เงียบ เพราะยังฟังไม่รู้เรื่อง คนอินเดียส่วนมากพูดภาษาอังกฤษแบบ ลิ้นพันกัน และเร็วมาก จึงมีคนกล่าวว่า ถ้าใครฟังสำเนียงภาษาอังกฤษแบบอินเดียออก ก็สามารถฟังสำเนียงภาษาอังกฤษทั่วโลกได้ (มีคนกล่าวเช่นนั้น) เนื่องจากภาษาอังกฤษใช้กันทั่วโลก แต่การออกเสียงจะแตกต่างกัน เนื่องมาจากบางเสียงของภาษานั้นๆ ในการออกเสียง (ภาษาแม่ mother tongue) ต่างกัน เวลาพูดภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากล เสียงบางเสียงของภาษานั้นๆ จะไม่มี คนที่พูดภาษาอังกฤษจึงต้องพูดภาษาแบบภาษาแม่ กลมกลืนไปกับสำเนียงภาษาอังกฤษ เราจึงได้ฟังสำเนียงหลายๆ ชาติ ที่พูดภาษาอังกฤษต่างกัน และบางทีเราไม่เข้าใจในภาษาอังกฤษที่คนๆ นั้นพูด (ภาษาไทยด้วยจ้า) ก็เนื่องมาจากเหตุผลดังนี้แล
เรื่องการฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาไทยที่ไปเรียน ณ ประเทศอินเดีย มีปัญหาเรื่องเหล่านี้เกือบทุกคน (ในการเรื่องการสอน อาจารย์จะบรรยายในห้องเรียนเป็นภาษาอังฤษ ข้อนี้รับรองว่าภาษาอังกฤษแบบ American และ British แน่นอน) อันดับหนึ่ง ฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแขกไม่รู้เรื่อง นี่เป็นปัญหามาโดยตลอดแต่ไม่ต้องกลัว เพราะขนาดกิ้งก่ายังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ตลอดเวลา เราเป็นผู้อันถือว่า ผู้ประเสริฐ ก็สามารถปรับตัวเหมือนกิ้งก่าได้ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่เวลาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก ถ้าขาดการเอาใจใส่ของตัวผู้เรียนเอง อันดับสอง กินอาหารแขกไม่ได้ กินไม่ได้ยัง........เข้ากับแขกไม่ได้อีก ต้องทำอาหารไทยกินเอง สำหรับคนที่ไม่ชอบอาหารแนวแขกๆ ตลาดสดเยอะมาก ยิ่งผักผลไม้ไม่ต้องพูดถึง ผลไม้บางอย่างไม่มีในประเทศไทยเราก็จะได้ลองกิน สำหรับคนที่ทำอาหารไม่เป็นเลย ไม่ต้องกังวล เพราะรุ่นพี่เป็นพ่อครัวใหญ่คอยฝึกสอนการทำอาหารให้ได้ คอยสอบถามฝึกฝนในไม่ช้ารับรองได้ทำอาหารให้รุ่นพี่กินแน่ๆ -_- ถ้าคนที่ผ่านสมรภูมิมาเยอะก็คงไม่มีปัญหามากในเรื่องนี้ ค่อยๆ ปรับตัวไปเรื่อยๆ ในไม่ช้า...........ไม่อยากกลับไทยเลย (ติดใจ?) อันดับสาม การมีส่วนร่วมในการเรียนหนังสือในห้องเรียน นี่เป็นจุดสำคัญสำหรับคนที่จะไปเรียนต่อ สาขาภาษาศาสตร์ สาขาอื่นๆ ก็ด้วย เพราะมีการเรียกชื่อเข้าชั้นเรียนด้วย (Attendance) ผู้เรียนต้องคอยคบเพื่อนนักศึกษาด้วยกันที่เป็นชาวอินเดีย หรือชาวต่างชาติด้วยกัน ก็ดี เพราะเพื่อนเหล่านั้นจะคอยช่วยเหลือเราในยามที่เราไม่เข้าใจในบทเรียน และเรื่องอื่นๆ ที่วุ่นวายในอินเดียมากมายที่เรายังไม่เคยพบเคยเจอ (คบเพื่อนที่ไว้ใจได้เท่านั้น) และที่สำคัญ ต้องคอยเข้าพบอาจารย์เป็นประจำ อยากจะกระซิบว่า.......... อาจารย์อินเดีย ท่านรู้ว่าเราเป็นคนไทย และท่านจะเอาใจใส่นักศึกษาต่างชาติดี ดังนั้น เรื่องนี้อย่าปล่อยวาง อีกช่องทางหนึ่งในการเรียน คือ จ้าง Tutor รุ่นพี่ชาวอินเดีย ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรงในการเรียนในสาขาภาษาศาสตร์นี้ เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้การเรียนดีขึ้น และเรียนทันเพื่อน ที่สำคัญที่สุดคือ หัดเขียนเรียงความเยอะๆ เพราะข้อสอบเป็นแบบอัตนัยทั้งหมด และต้องเขียนเยอะมากๆ
ข้อมูลเบื้องต้นถูกอ้างอิงจาก หนังสือคู่มือคณะภาษาศาสตร์ 2552-2553 และบทความของ นายธีรศักดิ์ แสนวังทอง (Introduction to Linguistics) รวมทั้งประสบการณ์การเรียนของผู้เขียนมาเป็นเวลา 2 ปี ข้อมูลเหล่านี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการแนะนำหลักสูตรของคณะภาษาศาสตร์ เท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่สมบูรณ์ทุกอย่าง และที่สำคัญระบบใหม่อาจเปลี่ยนแปลงบางอย่างโดยไม่ประกาศให้ทราบล่วงหน้า ผู้ที่สนใจจะไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเดลี ณ ประเทศอินเดีย เมื่อได้ไปเรียน ณ ที่นั่นแล้วจะได้รับประสบการณ์รู้แจ้งเห็นจริงทุกประการ ใครสนใจสามารถติดต่อสอบถามผ่านกลุ่มนักศึกษาไทย มหาวิทยาลัยเดลี www.thaitsg.net หรือติดต่อที่
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
หรือตามรายละเอียดของการสมัครที่ให้ไว้แล้วนั้นอีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ ==
ดังนั้น ขอให้เพื่อนพี่น้อง ชาว Linguistics ทุกคน ประสบผลสำเร็จในการเรียน และนำความรู้มาใช้กับประเทศไทยเราให้เต็มที่ ตามความตั้งใจที่เราได้ตั้งไว้ ณ ครั้งแรก ขอบคุณครับ……….
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|
แก้ไขล่าสุด (วันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2010 เวลา 04:32 น.)